P.pw - Shorten urls and earn money!

ติด Banner ให้กับ blogspot ทั้งสอง

Review กันให้เห็นภาพก่อนครับ
26-5-2553 21-33-46                                                                               Zoom

เริ่มต้นที่ css ก่อนเลยนะครับ นำ css ไปว่าในส่วนแก้ไข้ แม่แบบของท่าน (ในส่วนของ css  นะครับ )มีภาพให้ดู
#floatmenu { position:fixed; _position:absolute; bottom:0px; left:0px; clip:inherit; _top:expression(document.documentElement.scrollTop+ document.documentElement.clientHeight-this.clientHeight); _left:expression(document.documentElement.scrollLeft+ document.documentElement.clientWidth - offsetWidth); } .quickedit{ display:none; }
นี่ครับ code css วางลงตรงแก้ไขแม่แบบเลยครับ หลังจากนั้นเราจะไปดิฟกัน แต่ไม่ใช่พวกดริฟ และอินทิเกรตหรือดริฟรถอะไรหรอกครับ ดิฟนี่แหละครับ<div id=’floatmenu’> </div> คุ้นๆไหมครับ เรื่องดิฟ
26-5-2553 21-49-27
พอเสร็จหลังจากนั้นและไปวางไปใน tag หลัง body กัน
โดยมีโค๊ด ทำต้อง ใส่ single qoute ทำไมไม่ใส่ double qoute เพราะ xml strict ในเรื่องตัวอัก sensitive
<body>
<div id=floatmenu’>ตรงนี้จะใส่รูปภาพหรือตารางก็ได้ครับ</div>
ยกตัวอย่างเช่น
<div id=’floatmenu’><a href=https://www.paypal.com/th/mrb/pal=wnmn6yfmw6aes’ target=’_blank’><img src=’https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgYMcmnkHQuGOaMF9ShYL4SaJHxqfQJH_DcV-byCWYBt6L7x5NYKihBiADp2oGH92uehES-FIX47vrGfuNg9yGx5urhQKo7140NoTIEJ4u3gUt2U-9cweGd7_VqIuWCaFrA8I9z7m3hNcg/s144/paypal_logo.jpg ’ width=’140’ height=’125’>
อ้อ ! ครับลืมนะครับ อันเพียงโฆษณาอันเดียว ถ้าอย่ากได้สองอันคู่กัน ก็เปลี่ยน css เป็น floatmeneRight and floatmenuLeft ครับ และ มาติด id สอง tag  ตัวสีแดงๆ top กับ left เลือกที่ได้ตามใจชอบ จะเอาซ้ายบน ขวาบน ล่างขวา  ล่างซ้าย (ไม่ได้ใบ้หวยนะ) ตามใจท่าน มีอะไรสงสัยคอมเม้นมาได้ รับคำชี้แนะและติดชมครับ !

มาดูขั้นตอนอ้อนแฟนดูหนังโป๊กันบ้าง

ง้อแฟน ง้ออีอ้วน

ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่า เอาละ…ฉันจะให้ หนังโป๊ เป็นอีกหนึ่ง สีสันในชีวิตเซ็กซ์ หรือ ณ ตอนนี้เป็นคอ หนังโป๊ อยู่แล้ว ดังนั้นการชวนคนรักเข้ามาร่วมวงด้วยกันจึงเป็นความคิดที่ดีทีเดียวเชียว โดยระวังไม่ให้ความชื่นชอบ หนังโป๊ ของเราเป็นเหมือน ความลับโสมม เอาแค่เป็นเรื่องซุกซนก็พอ แต่ถ้าภูมิใจกับ หนังโป๊ ของตัวเองเสียเหลือเกิน ก็…

ขั้นที่ 1
พูดถึง หนังโป๊ เหมือนกับเป็น เซ็กส์ทอย ชนิดหนึ่ง ด้วยทีท่าสบายๆราวกับมันเป็นแค่ ไวเบรเตอร์ อีกอันเท่านั้นเอง

ขั้นที่ 2
เปิด อกคุยกันถึงความกังวลต่างๆจากการดู หนังโป๊ และพยายามกระตุ้นให้อีกฝ่ายพูดคุยด้วย หนังโป๊ สามารถทำให้คู่รักที่มั่นใจในตัวเองสุดๆ รู้สึกหวั่นไหวไม่มั่นคงและห่างเหินกัน เพราะแต่ละฝ่ายอาจรู้สึกตะหงิดๆ กับสิ่งที่เห็นในจอภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านักแสดงผู้ชายหล่อล่ำกล้ามโต แล้วดาราหญิงที่ร่วมแสดงนั้นถึง จุดสุดยอด อย่างถึงอกถึงใจ พยายาม ย้ำเตือนกันและกันว่าดาราที่หล่อล่ำหรือ สวยเซ็กซ์เอ็กซ์อึ๋ม นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการที่ยอมเสียเงินซื้อ หนังโป๊ และทำให้อีกฝ่ายมั่นใจว่า เราเข้าใจว่า หนังโป๊ ก็คือหนังนั่นแหละ เป็นเรื่องของการตัดต่อและตบแต่ง และถ้ายังมีปัญหาอิจฉา หนังโป๊ อยู่ละก็ ลองเลือกหนังที่นักแสดงดูเป็นธรรมชาติ ไร้ซิลิโคนยัดหน้าอกก็ดีค่ะ

ขั้นที่ 3
ถ้า อีกฝ่ายกังวลใจกับ ฉากเซ็กซ์ ในหนัง หรือเคยดู หนังโป๊ ที่น่าสยดสยองมาก่อน เลยมีความทรงจำไม่ดีติดมาด้วย และไม่อยากดูของแบบนี้อีกเลย สิ่งที่ควรทำคือทำให้อีกฝ่ายมั่นใจว่ายังมี หนังโป๊ อีกมากมายหลายพันเรื่องที่มีเนื้อหาเปิดกว้างและหลากหลายความเข้มข้น ทางที่ดีควรให้อีกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเลือกหนังด้วย โดยการวางแผนพาเขาไปซื้อด้วยกัน และจดรายชื่อหนังเรื่องโปรดที่เราชื่นชอบ

ขั้นที่ 4
ลองเลือกหนังเรื่องที่ออกแนวขำๆ เพื่อแหวกปราการต่อต้าน หนังโป๊ เสิร์ชดูในเน็ตก็ได้ หนังที่รับประกันว่าขำจริงคือหนังที่ทำเลียนแบบหนังฮอลลีวู้ดและแปลงชื่อให้ ดูขำ เช่น PocAHotAss, Interview with a Vibrator, Shaving Ryans Privates, Bridge Over the River KY, Thighs Wide Open, Missionary Position: Impossible, The Sexorcist เห็นไหมคะ…แค่ชื่อก็ขำแล้ว

ขั้นที่ 5
ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกดีวีดีแทนวิดีโอ เพราะง่ายต่อการกดปุ่มเดินหน้าข้ามฉากที่ไม่ชอบหรือน่าเบื่อ เพื่อมุ่งไปสู่ฉากที่ วาบหวิวเร้าใจ และถ้างบน้อยละก็ควรเช่ามาดูแทนที่จะซื้อ (เสียดายที่เมืองไทยไม่มีร้านไหนให้เช่า) เพราะมีหลากหลายให้เลือก และสามารถค้นหาหนังประเภทที่ถูกใจได้มากขึ้น

ขั้นที่ 6
ถก กันสิว่าอยากให้การดูหนังด้วยกันครั้งแรกเป็นอย่างไร อีกฝ่ายอาจต้องการให้เราทำ ออรัล ให้ขณะดูหนังไปด้วย นั่นคือ สุขสุดยอด สำหรับเขา แล้วถ้าเราก็อยากเหมือนกันละ…ทำอย่างไรดี ในกรณีนี้คงต้องตกลงว่าขอให้ผลัดกันบ้าง สลับกันมีความสุขไงคะ ในทางกลับกันเราสามารถตกลงกันว่าจะดูหนังให้จบเรื่องโดยไม่มีการทำอะไรกันใน แง่ เซ็กซ์ เด็ดขาด ระหว่างดูหนังก็เขียนลงกระดาษคนละแผ่นว่า ชอบหรือไม่ชอบอะไรในหนังเรื่องนี้ พอดูหนังจบให้แลกกระดาษกัน เพื่อเรียนรู้ความต้องการของอีกฝ่ายจากการดูหนัง
ภาพข้างบนคงไหว้ละครับ อีอ้วน

ขอบคุณที่มาบทความจาก
www.healthcorners.com

ตัดสินใจชวนแฟนดูหนังโป๊

ผู้ชายหลายคนอยากให้แฟนร่วมประสบการณ์เสียวด้วยการดูหนังโป๊ด้วยกัน หรือบางคน อยากให้แฟนพัฒนาท่าทางการทำรักให้สุดยอดสุดสยิวเหมือน ดาราหนังโป๊แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถึงจะให้แฟนไม่เข้าใจผิดคิดว่าเราหมกมุนอยู่กับเรื่องพรรณนั้น
kissing
จริงๆแล้วเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ การดูหนังโป๊กับคนที่เรารักเป็นเรื่องที่ไม่ผิด แต่เราต้องเริ่มอย่างมีระเบียบแบบแผนว่าจะพูดอย่างไร

1.ให้พูดกึ่งตลก พยายามอย่าเขินอาย พูดเหมือนมันเป็นสิ่งธรรมดาที่ใครก็พูดกัน

2.อธิบายให้เธอเข้าใจว่าทำไมคุณอยากดูหนังโป๊กับเธอ บอกเธอตรงๆเลยว่า คุณอยากให้เธอได้มีอารมณ์เสียวร่วมกัน และมันจะเป็นประสบการณ์เซ็กส์ที่แปลกใหม่ของคุณทั้ง สอง คน

3.ถามเธอไปเลยว่าอยากดูประมาณไหน อีโรติก หรือว่า แบบโป๊เปลือย

4.จัดบรรยากาศภายในห้องให้โรแมนติก จุดเทียน ให้แสงสว่างแทนไฟฟ้าสว่างจ้า

5.เวลาดูหนังด้วยกัน คุณอาจทำให้เธอผ่อนคลาย ด้วยการใช้นิ้วของคุณสำรวจร่างกายของเธอ

6.รอให้หนังโป๊จบแล้วจะทำอะไรก็ทำ

วิธีชวนแฟนให้ดูหนังโป๊ด้วยกันวิธีที่ดีที่สุดก็คือ บอกเธอตรงๆเลยว่าอยากให้เธอมีอารณ์เสียวร่วมกันกับคุณ และคุณต้องการลองท่าๆใหม่ที่เห็นในหนังกับเธอ

kissing_betterโอ๊ย…ๆ ซี้ด…
ขอบคุณ bush-telegraph

ข้อคิดสะกิดความรัก

1. อารมณ์หึงเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง แต่อารมณ์หึงของผู้หญิงจะซับซ้อนกว่า
2. ผู้ชายร้อยละ 90 ชอบผู้หญิงสวย น่ารัก แต่ผู้ชายร้อยละ 100 อยากอยู่กับผู้หญิงฉลาดและเฉลียว
3. คนที่มีแฟนขี้หึงขั้นรุนแรงมีเพียง 0.000001% เท่านั้นที่ชอบ นอกนั้นรู้สึกว่าอึดอัด
4. ไม่เคยมีคู่ไหนไม่ต้องใช้ความอดทนในการรัก เพียงแต่จะเป็นการอดทนในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง
5. คนที่มีกิ๊ก คือคนที่ไม่ศรัทธาในความรัก
6. อย่ากลัวการอกหัก เพราะไม่เคยมีใครตายจากโรคอกหัก มีแต่ความอ่อนแอเท่านั้นที่ทำให้ฆ่าตัวตาย
7. ความรักมักไม่เกิดตอนที่เฝ้ารอ แต่เมื่อปล่อยตามสบาย ความรักมักจะโผล่มาทำเซอร์ไพรส์ให้หัวใจเต้นแรงเสมอๆ
8. ถึงจะไว้ใจเพื่อนแค่ไหน ก็อย่าให้เพื่อนกับแฟนของเราสนิทกันเกิน ไปเพราะรักแท้อาจแพ้ความใกล้ชิด
9. ถ้าเรารู้สึกอายเวลาเดินเคียงข้างแฟนที่ขี้เหร่ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้รักเขาจริง
10. อย่าบ่นให้ใครฟังว่าแฟนไม่เคยทำตัวดีขึ้นเลย เพราะจะโดนย้อนว่า “แล้วจะโง่ทนคบอยู่ทำไม”
11. ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้หึงขั้นรุนแรง อย่าได้เลือกคบผู้ชายที่หน้าตาและมนุษยสัมพันธ์ดีเด็ดขาด
12. การที่ผู้ชายมองผู้หญิงสวย เซ็กซี่ จนเหลียวหลัง ไม่ได้หมายความว่าเข้าต้องการแฟนที่เป็นแบบนั้น
13. ผู้ชายที่ไว้ใจได้ ว่าไม่มีวันจะนอกใจแฟนหรือภรรยา มีเพียงแต่ผู้ชายที่อยู่ในโลงเท่านั้น ควรจำให้ขึ้นใจ
14. พยายามทำตัวให้ดีและมีคุณค่า มากกว่าเป็นเพียงผู้หญิงที่ถูกแฟนทิ้งไป แล้วสักวันแฟนเราจะกลับมาเอง
15. อย่าคบกับผู้ชายที่เอาเรื่องแฟนเก่ามาพูดเสียๆ หายๆ เพราะเราอาจจะเป็นรายต่อไป
16. ผู้ชายที่รักสัตว์ รักเสียงเพลง รักครอบครัว น่าคบมากกว่าผู้ชายที่รักตัวเองซะอีก
17. อายุที่มากขึ้นอาจทำให้ต้องลดเสปกชายในฝันลง แต่ข้อที่ไม่ควรลดเด็ดขาดก็คือ ความดีและความจริงใจ
18. ผู้ชายที่เกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน ดูน่ารังเกียจกว่าผู้หญิงที่ชอบปอกลอกผู้ชายหลายเท่า
19. มนุษย์ผู้ชายมีน้อยกว่ามนุษย์ผู้หญิง ผู้ชายที่ดีและเป็นโสดก็มีน้อยกว่าผู้ชายที่เลวและมีเจ้าของแล้วด้วย
20. อย่ารักผู้ชายที่ทั้งขี้เหร่ ขี้เกียจ และขี้เมา เพราะจะต้องรู้สึกตกนรกไปตลอดชีวิต
21. คู่รักที่เดินกอดจูบกันต่อหน้าชุมชน มีแต่ฝ่ายหญิงเท่านั้นที่จะถูกประณามและถูกดูถูกอย่างรุนแรง
22. เซ็กซ์ไม่สามารถผูกมัดให้คู่รักอยู่ด้วยกันไปตลอด ความผูกพันต่างหากที่จะดึงรั้งกันไว้ได้
23. อายุไม่ใช่อุปสรรคของความรัก ถ้าความคิดและความรู้สึกตรงกัน ความมั่นคงก็เกิดขึ้นได้
24. ในชีวิตรักจริงๆ ไม่ต้องเป็นนางเอกที่แสนดีตลอดเวลา บางทีต้องมีการใช้ไหวพริบในการแย่งชิงบ้าง
25. คนสวยหรือคนหล่อสามารถอกหักได้เหมือนกัน ถ้าทำตัวไม่ดีหรือมีเวลาให้กับความรักไม่พอ
26. ถึงจะได้ยินว่า ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์’ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกวิ่งหาความรักมากกว่าจะอยู่เป็นโสด
27. เรื่องที่แฟนไม่ยอมเล่าให้ฟังตั้งแต่แรก มักเป็นเรื่องที่เรารู้เมื่อไหร่ ก็ต้องควันออกหูทันที
28. ถ้าชื่นชมในตัวแฟน 100% ควรบอกเขาแค่ 70%
29. ถึงผู้ชายจะบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้า แต่ผู้ชายก็ไม่ชอบคนที่หน้ามันหรือซีดตลอด
30. ผู้ชายมักจะชอบติรูปร่างของแฟนหรือคนโน้นคนนี้ โดยลืมดูรูปร่างตัวเองว่าแย่ขนาดไหนเสมอ
31. คนต่างชาติต่างภาษาสามารถรักกันได้ เพราะภาษาหัวใจเป็นภาษาสากลที่ไม่ต้องการคำแปล
32. ผู้ชายต้องใช้สมองและทักษะมากขึ้นในช่วงที่มีความรัก เพราะผู้หญิงมักปากไม่ตรงกับใจ
33. ผู้ชายชอบเป็นฝ่ายไล่ล่ามากกว่าจะเป็นฝ่ายถูกล่า ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เขาพยายามจะหนีเมื่อถูกตามตื๊อ
34. ผู้หญิงอาจไม่ได้เรียกร้องอะไรมากขึ้น แต่เป็นเพราะผู้ชายไม่สามารถทำดีได้เสมอต้นเสมอปลาย ปัญหาขัดแย้งจึงมักจะเกิดจากเหตุนี้แหละ
35. รักแรกพบสามารถเกิดได้แค่ 10% นอกนั้นเกิดจากการใกล้ชิดและการเรียนรู้กันอย่างลึกซึ้ง
36. คนที่เรารักกับคนที่รักเราอาจไม่ใช่คนเดียวกัน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเราบังคับหัวใจกันไม่ได้จริงๆ
37. ทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเมื่อมีความรัก และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีก หลังจากอกหัก
38. มือที่สามสามารถเดินเข้ามาในชีวิตเราได้ตลอดเวลา ในความไว้ใจจึงควรมีความระวังรวมอยู่ด้วย
39. อย่ารีบมีแฟนหลังจากอกหัก เพราะเราจะแยกแยะไม่ออกว่านั่นเป็นความรัก การประชด หรือการฆ่าเวลา
40. คนที่รักกันไม่จำเป็นต้องเดินจับมือหรือคุยกันตลอดทาง แค่รู้สึกว่ามีกันและกันก็เพียงพอ

Network Address Translation(NAT)


NAT คืออะไร ?
           Network Address Translation (NAT) คือวิธีการทางเครือข่ายที่จะเปลี่ยนค่า Network Address จากหมายเลขหนึ่งไปเป็นอีกหมายเลขหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมต่อไปยังเครื่องปลายทางได้ โดยเครื่องต้นทางไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงค่าทางเครือข่าย การทำ NAT ช่วยให้การใช้งานเครือข่ายทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีส่วนในการรักษาความปลอดภัยในเครือข่ายได้ด้วย
จุดประสงค์ของการทำ NAT
ที่มาของการทำ NAT นั้นเกิดจากความคิดที่จะนำ Private IP ซึ่งเป็นหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ใช้สำหรับเครือข่ายเฉพาะ ซึ่งไม่มีการใช้งานข้ามเครือข่ายได้ (ไม่มีการ route ไปยังเครือข่ายอื่นๆ ) และนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนหมายเลขไอพีแอดเดรสในอนาคตด้วย ซึ่งภายหลัง การทำงานของ NAT สามารถเพิ่มความสามารถในการรักษาความปลอดภัย และนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในกรณีที่หมายเลขไอพีแอดเดรสในองค์กรมีจำนวนจำกัด
Private IP Address
เนื่องจากการใช้งานระบบเครือข่ายนั้น ในบางครั้งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นๆ เลย ยกตัวอย่างเช่นเครือข่ายภายในบริษัท ซึ่งจะติดต่อสื่อสารกันเฉพาะภายในบริษัทเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับบริษัทอื่นๆ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่การติดต่อสื่อสารเพื่อใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ก็ยังจำเป็นต้องใช้หมายเลขไอพีแอดเดรสเช่นเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือถ้ามีการจัดแบ่งหมายเลขไอดีแอดเดรสที่มีอยู่ให้กับ เครือข่ายในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดปัญหาหมายเลขไอดีแอดเดรสไม่เพียงพอ การตรวจสอบและจัดสรรทำได้ยาก รวมถึงการรักษาความปลอดภัยในเครือข่ายจะทำได้ยากขึ้นด้วย
จากปัญหาดังกล่าวองค์กรที่มีชื่อว่า Internet Assigned Number Authority (IANA) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแลในการจัดสรรหมายเลขไอพีแอดเดรสให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก ได้กำหนดช่วงของหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ ทุกๆ คนสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนก่อนเรียกว่าช่วง Private IP ซึ่งหมายเลขไอพีแอดเดรสในช่วงนี้จะไม่สามารถนำมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นๆ ได้โดยตรง
ช่วงของหมายเลขไอพีแอดเดรสที่เป็น Private IP นั้น จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ
1. ช่วงหมายเลข 10.0.0.0 – 10.255.255.255 ( 10 / 8 )
2. ช่วงหมายเลข 172.16.0.0 – 172.32.255.255 ( 172.16 / 12 )
3. ช่วงหมายเลข 192.168.0.0 – 192.168. 255.255 ( 192.168 / 16 )
คุณสมบัติของอุปกรณ์ NAT
อุปกรณ์เครือข่าย หรือโปรแกรมที่ใช้ในการทำ NAT จะต้องมีความสามารถในการทำงานต่างๆ เหล่านี้คือ
1. สามารถกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสได้ (Transparent address assignment)
2. สามารถส่งผ่านแพ็กเก็ตของข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแอดเดรสได้ (Transparent address routing through address transition)
3. สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลของ ICMP payload ได้ (ICMP error message payload translation)
สามารถกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสได้ (Transparent address assignment)
อุปกรณ์ที่จะทำ NAT นั้นจะต้องสามารถเปลี่ยนค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสของข้อมูลในเครือข่าย ซึ่งเป็นหมายเลขไอพีเอดเดรสในกลุ่มของ Private IP ให้กลายเป็นหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ใช้ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และสามารถเปลี่ยนหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ใช้ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้กลาย เป็นหมายเลขไอพีแอดเดรสในช่วย Private IP ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในบางกรณีอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงค่าข้อมูลในชั้น Transport บางส่วนด้วยเช่นหมายเลขพอร์ตของ TCP และ UDP ในการเปลี่ยนแปลงค่าไอพีแอดเดรสนั้นสามารถทำได้ 2 แบบคือแบบ Static และแบบ Dynamic
a. static address assignment
เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสโดยมีการจับคู่กันของหมายเลขไอพี แอดเดรสตลอดการทำงานของอุปกรณ์ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงค่าไอพีแอดเดรสจาก Private IP เป็นหมายเลขไอพีภายนอก และเปลี่ยนจากหมายเลขไอพีแอดเดรสภายนอกเป็น Private IP แบบหนึ่งต่อหนึ่งไปตลอด
b. dynamic address assignment
เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสโดยมีการจับคู่กันของหมายเลขไอพี แอดเดรสที่เป็น Private IP กับหมายเลขไอพีแอดเดรสภายนอกเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยอุปกรณ์ NAT จะจับคู่หมายเลขไอพีแอดเดรสในช่วงเวลาที่ session มีการเชื่อมต่อกันอยู่เท่านั้น หลังจากที่ใช้งาน session เสร็จเรียบร้อยแล้วจะไม่เก็บข้อมูลการจับคู่นั้นไว้อีก เมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกอีกครั้ง อุปกรณ์ NAT จะเลือกหมายเลขไอพีแอดเดรสภายนอกใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องซ้ำกับหมายเลขเดิม
ลักษณะการทำงานของ NAT

1. Static NAT (static assignment and basic NAT)
เป็นการทำ NAT ที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหมายเลขไอพีแอดเดรสอยู่ในช่วง private IP หรือหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถติดต่อกับเครือข่ายอื่นๆ ได้ โดยการทำงานของ Static NAT นั้นจะจับคู่ระหว่างหมายเลขไอพีแอดเดรสภายในเครือข่าย กับหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ได้รับการจดทะเบียนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ในการทำงานลักษณะนี้มีประโยชน์เพื่อความสะดวกในการจัดการหมายเลขไอพีแอดเดรส ในเครือข่ายที่มักจะมีการปรับเปลี่ยนบ่อยๆ และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ภายนอกเครือข่ายสามารถติดต่อเข้ามาในเครือข่าย ได้ด้วย
2. Dynamic NAT (dynamic assignment and basic NAT)
เป็นการทำ NAT ที่ใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงหมายเลขไอพีแอดเดรสที่ใช้ในเครือข่าย ให้กลายเป็นหมายเลขไอพีแอดเดสรที่จดทะเบียนแล้ว โดยการสุ่มเลือกหมายเลขไอดีแอดเดรสซึ่งการทำงานลักษณะนี้จะช่วยให้เครือข่าย ที่มีหมายเลขไอพีแอดเดรสในช่วง private IP หรือเป็นเครือข่ายที่มีการตั้งค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสเองโดยไม่ได้จดทะเบียน สามารถติดต่อไปยังเครือข่ายอื่นๆ ได้ แต่การทำ Dynamic NAT นี้เครื่องคอมพิวเตอร์จากภายนอกเครือข่ายจะไม่สามารถติดต่อเข้ามายังเครื่อง คอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายได้ เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ภายนอกจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าหมายเลขไอพีแอด เดรสของเครื่องที่จะเชื่อมต่อด้วยนั้นคือหมายเลขอะไร ซึ่งการทำ Dynamic NAT ก็สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยในเครือข่ายได้
3. Overloading (NAPT)
จากการทำงานของ Static NAT และ Dynamic NAT นั้นจะเห็นได้ว่าจำนวนของหมายเลขไอพีแอดเดรสที่จดทะเบียน จะต้องเท่ากับจำนวนหมายเลขไอพีแอดเดรสภายในเครือข่าย ซึ่งทำให้ยังจำเป็นต้องใช้จำนวนไอพีแอดเดรสจำนวนมากอยู่เช่นเดิม วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ประหยัดหมายเลขไอพีแอดเดรสคือการนำเอาวิธีการของ NAPT มาใช้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายที่เป็น Private IP เมื่อติดต่อไปยังเครือข่ายอื่นๆ จะถูกเปลี่ยนเป็นหมายเลขไอพีแอดเดรสเพียงหมายเลขเดียวแต่มีการเปลี่ยนแปลง หมายเลขพอร์ตต้นทางในการเชื่อมต่อแทน เมื่อมีการตอบกลับจากเครื่องภายนอกเครือข่ายแล้ว ที่อุปกรณ์ NAT จะดูหมายเลขพอร์ตปลายทางในส่วนหัวของข้อมูลว่าเป็นหมายเลขอะไร แล้วจึงเปลี่ยนข้อมูลส่วนหัวให้ตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำการร้องขออีก ครั้ง
Overload NAT จะเห็นว่า Public IP มีหมายเลขเดียว ซึ่งเราจำเป็นต้องขยับขยายหมายเลขไอพี แต่เนื่องด้วย Public IP ไม่พอเครื่องคอมพิวเตอร์จึงต้อง มี Private IP ด้านในของเครือข่าย แต่วิธีหนึ่งจะเหมือนอ้างอิงโดย ใช้ Public IP เดียว และ Private IP หลายๆไอพี แต่ Private IP จะออกไปข้างต้องอ้าง Public IP ซึ่งมันก็มี IP เดียว โดย Public IP(200.200.200.1) จะอ้างอิงพอร์ตที่เชื่อมต่อกับ Public IP ที่จะได้แปลง และส่ง packet ไปให้ Private IP ที่อยู่ภายในได้ถูกต้อง อาศัยการอ้าง port ด้านหลัง เช่น 200.200.200.200 : 2536 และ Public IP
ขณะที่เราจะ ping หลายเครื่องพร้อมกัน ซึ่ง Public IP มี IP เดียว แต่จะอ้างอิงเครื่องข้างในโดยใช้พอร์ต และแปลงกลับส่งไปให้ยังส่วน Private IP
กำลัง ping ไป หา 200.200.200.200 โดยใช้ สองเครื่องนั้น ping ไปหา คือ เครื่อง 192.168.1.2 และ เครื่อง 192.168.1.4
และ show overload NAT พิมพ์คำสั่ง show ip nat translation ดูเพื่อว่า มี client ไหนออไปจากเร้าเตอร์ก็จะดูได้ตาม Inside local
Router#show ip nat translations
Pro Inside global Inside local Outside local Outside global
icmp 200.200.200.1:5 192.168.1.2:5 200.200.200.200:5 200.200.200.200:5
icmp 200.200.200.1:6 192.168.1.2:6 200.200.200.200:6 200.200.200.200:6
icmp 200.200.200.1:7 192.168.1.2:7 200.200.200.200:7 200.200.200.200:7
icmp 200.200.200.1:8 192.168.1.2:8 200.200.200.200:8 200.200.200.200:8
icmp 200.200.200.1:1 192.168.1.4:1 200.200.200.200:1 200.200.200.200:1
icmp 200.200.200.1:2 192.168.1.4:2 200.200.200.200:2 200.200.200.200:2
icmp 200.200.200.1:3 192.168.1.4:3 200.200.200.200:3 200.200.200.200:3
icmp 200.200.200.1:4 192.168.1.4:4 200.200.200.200:4 200.200.200.200:4
เช่น icmp 200.200.200.1:5 192.168.1.2:5 200.200.200.200:5 200.200.200.200:5
host 192.168.1.2 port inside local 5 ส่วนก็จะเป็น หมายเลขและพอร์ตที่ Outside local and Outside Global

วิธิีการ config ใน โปรแกรม simulator ของ cisco เรื่อง แบบ overload nat
ดาวน์โหลดวิดีโอการทำ NAT

การท่องเว็บแบบปกปิดตัวตน ตอนที่ 7 (Tor)

      จาก UltraSurf ก็มาถึง Tor (The Onion Router) เจ้าวงกตหอมใหญ่กันบ้างหล่ะ อย่างที่กล่าวไว้ในตอนที่ 5 (Proxy Software) แล้วว่า “Tor สร้างโดยกลุ่มอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค มีสำนักงานอยู่ใน U.S.A. มีจุดประสงค์ต้องการต่อต้านการวิเคราะห์เครือข่าย (Network Analysis) ที่คุกคามอิสระและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ Internet ทั่วโลก” ดังนั้น Tor จึงได้รับการออกแบบมาพิเศษ ไม่เหมือนกับโปรแกรม Proxy ทั่วไป (แต่การใช้งานแสนจะง่ายจริงๆ)
ด้วยจุดประสงค์หลัก ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้ Internet ตัวโปรแกรม Tor จึงมีการทำงานที่ซับซ้อนหลายอย่าง แต่ขอสรุปสั้นๆ มาให้เห็นภาพดังนี้
  1. มีการเข้ารหัส (Encrypt) ข้อมูลทุกอย่างที่เราจะส่งไปหาเว็บปลายทาง เพื่อป้องกันการดักอ่านและปลอมแปลงข้อมูลระหว่างทาง
  2. ระหว่างที่โปรแกรมทำงาน Tor จะเลือกสุ่ม Proxy Servers ประมาณ 3-4 เครื่องจาก Tor Servers ทั่วโลกมาให้เราใช้งาน โดยเชื่อมโยงเครื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นวงจร (Circuit) ผลที่ได้ก็คือ



    • การท่องเว็บของเรามิได้ใช้ Proxy Server แค่ตัวเดียว แต่เป็น 3-4 ตัวซ้อนกันไป
    • วงจรที่ว่านั้น Tor จะสุ่มเลือกวงจรใหม่ให้เรา เมื่อเราเปลี่ยนเว็บปลายทาง หรือสุ่มใหม่ตามช่วงเวลาประมาณ 10 นาที ทำให้ข้อมูลของเราวิ่งผ่านวงจรหลายวงจร ทำให้ยากต่อการติดตามเป็นอย่างยิ่ง
จากหลักการทำงานคร่าวๆ เราคงพอมองเห็นภาพนะว่า เจ้า Tor หรือวงกตหอมใหญ่ตัวนี้มันเก่งกว่า UltraSurf หลายเท่าตัว แนะนำให้ใช้งานเลย

การทำงานของ Tor

ก่อนที่เราจะเดินหน้าติดตั้งและใช้งานมัน เรามาดูการทำงานของมันกันก่อนดีกว่า แหมก็จะใช้ของดีทั้งที เสียเวลาเข้าใจมันหน่อย มันจะรักเราตายเลย (ขอยืมภาพมาจากเว็บของ Tor เลยแล้วกัน)
1. เมื่อเริ่มต้นท่องเน็ท เครื่องของเรา (สมมติเป็น Alice) จะดึงรายชื่อของเครื่องที่ให้บริการเป็น Tor Nodes (Tor Nodes คือเครื่องที่ติดตั้งโปรแกรม Tor และยอมทำตัวเป็น Node หรือ “โหนด” หรือทางผ่านในวงจรของ Tor ซึ่งคือเครื่องที่มีเครื่องหมาย + สีเขียวในภาพ) มาจากเซิร์ฟเวอร์
2. เมื่อเราต้องการท่องเน็ทไปที่เครื่องปลายทาง (เครื่องชื่อ Bob) เครื่องของเราก็จะสุ่มเลือก (Random) เครื่องโหนดมาสักชุด (ประมาณ 3-4 เครื่อง)  มาประกอบกันเป็นวงจร (Tor Circuit) ดังจะเห็นได้จากเส้นสีเขียว (ข้อมูลที่ผ่านเส้นสีเขียว จะถูกเข้า รหัสเพื่อป้องกันการดักอ่าน หรือดักแก้ไขข้อมูล) และเส้นสีแดง (ข้อมูลที่ผ่านเส้นสีแดง จะไม่ถูก เข้ารหัส เนื่องจากเป็นเครื่องปลายทาง โดยโหนดเครื่องสุดท้าย จะถอดรหัสข้อมูลก่อนจะส่งให้เครื่องปลายทางต่อไป)
จากภาพจะสังเกตได้ว่า
  • ข้อมูลถูกเข้ารหัสระหว่างทาง
  • ข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสจะถูกส่งผ่านไปยังเครื่องโหนดหลายเครื่อง ก่อนจะถึงเครื่องปลายทาง
  • เครื่องโหนดสุดท้าย จะถอดรหัสข้อมูลแล้วส่งให้เครื่องปลายทางต่อไป
3. เมื่อเราต้องการท่องเน็ทไปที่ปลายทางอื่น (เช่นเปลี่ยนไปเครื่อง Jane) หรือเวลาผ่านไปประมาณทุกๆ 10 นาที Tor ของเครื่องเราจะสุ่มเลือกเครื่องโหนดชุดใหม่ (สังเกตเส้นสีเขียว และเส้นสีแดง) มาสร้างวงจรในการท่องเน็ทให้เรา เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนวงจรการท่องเน็ท เช่นนี้ ทำให้การติดตามหรือตรวจจับ ยากมากขึ้นกว่าการใช้ Proxy Server ปกติหลายเท่าตัว


จุดอ่อนของ Tor

อย่างไรก็ตาม “ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ” จุดอ่อนของ Tor ก็มีเช่นกัน ที่เห็นกันหลักๆ ก็คือ

* เครื่องโหนดสุดท้ายจะมีการถอดรหัสข้อมูลก่อนส่งให้เครื่องปลายทาง (เส้นสีแดง) ซึ่งนั่นหมายความว่า หากโหนดเครื่องสุดท้ายเป็นผู้ไม่ประสงค์ดีละก็ ข้อมูลของเราก็อาจถูกดักอ่านได้เช่นกัน (เหมือนกับการใช้ Proxy ทั่วไป) อย่างไรก็ตามเนื่องจาก Tor จะมีการสุ่มโหนดมาสร้างวงจรใหม่อยู่เรื่อยๆ การดักข้อมูลก็อาจทำได้ไม่ครบนัก แต่หากเผอิญไปเจอข้อมูลสำคัญเข้า ก็ถือว่าแจ็คพ็อต

ดังนั้นให้ท่องคาถาที่เน้นย้ำมาเสมอ คือ

* ริอยากจะใช้ Proxy ก็จงอย่าใช้ e-mail หลักของเราผ่าน Proxy (ใช้อีเมล์อื่นเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ), อย่าทำธุรกรรมทุกชนิดผ่าน Proxy โดยเฉพาะธุรกรรมด้านการเงิน

เคยมีผู้ทำวิจัยอยู่ 2-3 ราย ที่เปิดเผยผลวิจัยออกมาว่า เขาได้ทดลองติดตั้ง Tor แล้วลองอุทิศตัวเองให้เป็น Tor Node ดู จากนั้นลองดักจับข้อมูลในกรณีที่ เครื่องทดสอบนั้นเป็นโหนดตัวสุดท้าย (แน่นอนว่าเครื่องแต่ละเครื่อง จะถูกสุ่มได้เป้นโหนดแรก โหนดกลาง โหนดสุดท้าย แล้วแต่บุญกรรม) ผลปรากฎว่าได้ข้อมูลที่คาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว (Proxy ทั่วไปจะเลวร้ายกว่านี้ หากเราไปใช้ Proxy ของผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าจริงๆ) มาดูตัวอย่างข้อมูลที่เขาดักจับได้ (ขณะเป็นโหนดสุดท้าย) กันดีกว่า

* อีเมล์ของเจ้าหน้าที่สถานฑูตดังๆ เช่น อิหร่าน พร้อมรหัสผ่าน และข้อความที่ส่งผ่านอีเมล์
* เลขบัญชีธนาคาร และรหัสผ่านของใครบางคน

หนาวไม๊หล่ะนั่น นี่ขนาดเป็นวงจร Tor ที่มีการทำงานอันสลับซับซ้อนแล้วนะ ลองคิดดูหากคุณใช้ Proxy ธรรมดาทั่วไป จะหนาวขนาดไหน

การติดตั้ง Tor

  1. Tor นั้นทำงานร่วมกับโปรแกรมอีก 2 ตัว คือ Privoxy (ตัวคุม Proxy) และ Vidalia (Graphic User Interface ของ Tor ที่ทำให้เราได้ใช้หน้าจอสวยๆ และง่ายเพียงแค่คลิก) ดังนั้นแนะนำให้เลือกตัวติดตั้งรวมชุด ซึ่งจะติดตั้งโปรแกรมทั้ง 3 ตัวพร้อมกันและกำหนดค่าการทำงานปกติ (Default) ให้เสร็จสรรพ ตัวติดตั้งรวมชุดนี้มักเรียกว่า “vidalia-bundle
  2. ดาวน์โหลดโปรแกรม Tor ซึ่งสนับสนุดทั้ง Windows, Mac, Linux ได้ที่ www.torproject.org สำหรับผู้เริ่มเล่น Tor ควรโหลดรุ่นที่อยู่ตัวแล้ว (Stable) อย่าเพิ่งไปเล่นรุ่นทดสอบนะพวก
  3. ทำการติดตั้ง ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราก็แค่ คลิก ๆ ๆ แล้วก็คลิก เป็นอันเสร็จ หรือหากต้องการอ่านวิธีการติดตั้งเพิ่มเติม ก็สามารถตามไปอ่านรายละเอียดการติดตั้งสำหรับ Windows ได้ที่นี่
  4. เมื่อติดตั้งเสร็จ และ Tor ทำงานแล้ว เราจะเห็นไอคอน (Icon) ของ Privoxy (รูปตัวอักษร P) และ Vidalia (เป็นรูปหัวหอม) ปรากฎอยู่ที่ Windows Taskbar (มุมขวาล่างของจอ)
  5. สีไอคอนของ Tor
  • ดำ พร้อมเครื่องหมาย X : แสดงว่า Tor มิได้ทำงาน
  • เหลือง: กำลังค้นหาเครือข่าย Tor จากทั่วโลกอยู่
  • เขียว: ทำงาน และพร้อมใช้งาน
ลองคลิกเมาส์ขวาที่ไอคอนของ Tor คุณจะพบเมนูต่างๆ ของ Tor เช่น
Start/Stop Tor: เริ่ม หรือหยุดโปรแกรม Tor
Bandwidth Graph:แสดงหน้า จอกราฟการไหลของข้อมูล
Message Log: แสดงรายการประวัติการทำงานของ Tor
Network Map: แสดงหน้าจอเครือข่าย Tor จากทั่วโลก พร้อมชื่อประเทศ, IP Address, สถานที่ และรายระเอียดอื่นๆ ของเครื่อง Tor ที่เป็นโหนด (Nodes) หน้าจอนี้ยังแสดงวงจร (Circuit) ที่เรากำลังใช้งานอยู่ด้วย (ด้านล่างของหน้าจอ) โดยเราจะเห็นการเคลื่อนไหวของวงจรได้ที่ด้านล่าง
New Identity: เป็นคำสั่งให้ Tor สุ่มโหนดมาสร้างวงจรใหม่ ทำให้เราสามารถท่องเน็ทได้ในวงจรที่เปลี่ยนไป และได้โหนดสุดท้ายตัวใหม่ไปด้วย เนื่องจากเว็บปลายทางจะเห็นเราผ่านโหนดสุดท้าย ดังนั้นการวงจร จึงเป็นเหมือนกันเปลี่ยนตัวตนของเราไปด้วยนั่นเอง
Control Panel: แผงควบคุมหลัก มีคำสั่งเหมือนกับเมนูนี้
Settings: กำหนดค่าแบบละเอียด ปกติเราไม่จำเป็นต้องแตะคำสั่งนี้ เนื่องจากมีการกำหนดค่ามาให้แล้ว แต่ถ้าสนใจจะลองเข้าไปดูก็ไม่เสียหาย หากใครสนใจ


การใช้ Proxy ผ่าน Tor

เกือบลืมไปซะแล้วเรา หลังจาก Tor ทำงานได้แล้ว เรายังท่องเน็ทผ่านเครือข่าย Tor ไม่ได้นะ ทำไมนะเหรอ? อ้าวก็ต้องกำหนดให้ Web Browser (เช่น IE, Firefox, Opera) ของเราใช้ Proxy ตัวนี้ก่อนนะสิ
โดยปกติแล้ว Tor จะจอง Port 8118 ของเครื่องเราสำหรับให้ Web Browser ทำงานผ่านมันได้ ดังนั้นค่า Proxy Server ที่เราจะนำไปกำหนดใน Web Browser ของเราก็คือ127.0.0.1:8118 หรือ
  • IP Address: 127.0.0.1 หรือ localhost (ซึ่งหมายถึงเครื่องของเรานั่นเอง)
  • Port: 8118
นำค่านี้ไปกำหนดที่ Web Browser ได้เลยย้อนกลับไปดูวิธีการกำหนด Proxy Serverให้ Web Browser ได้เลย
  • สำหรับผู้ใช้ IE คลิกที่นี่
  • สำหรับผู้ใช้ Firefox คลิกที่นี่ นอกจากนี้ผู้ใช้ Firefox ถือว่าโชคดีสุดๆ เพราะมีผู้ทำ Add-ons ที่ชื่อว่า Torbutton มาให้ โดยหลังติดตั้ง Torbutton แล้วจะปรากฎ Icon ของ Tor (ปกติเป็นข้อความ “Tor Disabled” หรือ “Tor Enabled”, แต่สามารถเลือกแสดงเป็นรูปหัวหอมได้) ที่ด้านล่างของ Firefox ซึ่งเราเพียงแค่คลิกทีเดียว ก็สามารถกำหนดให้ Firefox ใช้ Proxy ผ่าน Tor ได้เลย (เจ้าปุ่มนี้มันกำหนดค่าให้เราอัตโนมัติ) คลิกอีกทีก็สั่งให้ Firefox หยุดใช้ Tor ได้เลย สะดวกจริงๆ สามารถดาวน์โหลด Torbutton ได้ที่ Tor หรือที่ Mozilla ก็ได้

สุดท้ายอย่าลืมว่าเรากำลังท่องเน็ทผ่าน Proxy อยู่นะ ปกติบริการที่เขามีให้เราใช้ฟรีเนี่ย ก็ช้าอยู่แล้ว พอเจอวงจร Tor เล่นเข้าไป 3-4 โหนดพร้อมกันนเนี่ย “โค-ตะ-ระ ช้าเลย” ไม่ใช่หรอก ไม่ช้าขนาดนั้น มันแล้วแต่บุญแต่กรรมต่างหาก อย่าลืมนะว่าโหนดส่วนใหญ่เป็นผู้ใจบุญ เครื่องเขาอาจช้าบ้างเร็วบ้างแล้วแต่ดวงของเราเอง อย่าซีเรียส

จบแล้ว โอยหมดแรง…
credit ของคุณ iZONe

Loading

แบ่งปัน/แชร์ใหักับเพื่อนๆ

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More